เส้นทางชายฝั่งตะวันตก: Oranjestad – Eagle Beach – Palm Beach – California Lighthouse

ประภาคาร California Lighthouse บนเกาะอารูบา

เวลาที่เราขับรถออกจาก Oranjestad ไปทางทิศเหนือตามถนนชายฝั่ง L.G. Smith Boulevard สัมผัสได้เลยว่าทะเลสีฟ้าใสของแคริบเบียนเริ่มปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า ถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อชายหาดที่ดีที่สุดของเกาะเข้าด้วยกัน ขับไปเรื่อยๆ จะเจอกับหาดทรายขาวละเอียด ร้านอาหารริมทะเล และบรรยากาศที่คึกคักแต่ไม่หนาแน่นเกินไป สำหรับวันแรกของทริปการขับขี่ตามเส้นทางชายฝั่งตะวันตกนี้เหมาะมากเพราะถนนค่อนข้างตรง ไม่ซับซ้อน และจอดรถสะดวก เราสามารถหยุดถ่ายรูป เล่นน้ำ หรือนั่งดื่มกาแฟมองอาทิตย์ตกได้ตามใจ

เส้นทางท่องเที่ยวชายฝั่งตะวันตก: Oranjestad – Eagle Beach – Palm Beach – California Lighthouse

📍 ระยะทาง: ประมาณ 15 กิโลเมตร (ไป-กลับ ถึงประภาคาร)

⏱️ เวลาขับขี่: ประมาณ 35–50 นาที (ไม่รวมแวะจอด)

🌊 ประเภทเส้นทาง: ชมวิวชายฝั่ง/ชายหาด

🏝️ จุดแวะหลัก: Eagle Beach → Palm Beach → Fisherman’s Huts (Hadicurari Beach) → Malmok Beach → California Lighthouse

เราออกจากตัวเมือง Oranjestad ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถนน L.G. Smith Boulevard จะพาเราผ่านชายหาดที่ขึ้นชื่อที่สุดของเกาะเรียงกันไป เริ่มจาก Eagle Beach ซึ่งอยู่ใกล้เมืองที่สุด จากนั้นเป็น Palm Beach ที่มีรีสอร์ทและร้านอาหารมากมาย ต่อด้วย Fisherman’s Huts ที่เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกยอดนิยม แล้วไป Malmok Beach ก่อนจบที่ California Lighthouse ที่ตั้งอยู่บนเนินที่สูงที่สุดของเกาะ

ชายหาดอีเกิลบีชเกาะอารูบา

Eagle Beach (อีเกิลบีช)

เรามาถึง Eagle Beach กันก่อน ชายหาดนี้ตั้งชื่อตามรูปทรงของหินโขดใต้น้ำที่มองดูคล้ายนกอินทรีกางปีก หาดทรายขาวละเอียดยาวประมาณ 2 กิโลเมตร น้ำทะเลใสมากและคลื่นไม่แรง เหมาะสำหรับว่ายน้ำและเล่นน้ำ บริเวณนี้มีที่จอดรถสาธารณะหลายจุด เราแนะนำให้มาช่วงเช้าจะจอดรถได้ง่ายกว่าช่วงบ่าย ถ้าไปช่วงพระอาทิตย์ตกก็สวยมากเช่นกัน แต่ต้องเผื่อเวลาหาที่จอดรถไว้ด้วย

Palm Beach (พาล์มบีช)

ขับต่อไปอีกไม่ไกลจาก Eagle Beach เราจะเจอกับ Palm Beach ที่มีบรรยากาศคึกคักกว่า รีสอร์ทหรูหราติดชายหาด ร้านอาหาร บาร์ และร้านค้ามากมาย ถนนตาดคลื่นขนานไปกับชายหาด ขับช้าๆ ชมวิวได้สบายใจ จ���ดที่เราชอบมากคือมุมที่เป็นถนนเลียบชายหาดตรงหน้า High-rise hotels area วิวทะเลจากตรงนั้นสวยมาก โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ตก光线 สีสันของท้องฟ้าเปลี่ยนจากส้มเป็นม่วงลึก ถ้ามีกล้องถ่ายรูปจะได้ภาพสวยๆ แน่นอน

ชายหาดพาล์มบีชเกาะอารูบา

Fisherman’s Huts (Hadicurari Beach)

จุดต่อไปที่เราหยุดคือ Fisherman’s Huts หรือ Hadicurari Beach ชาวบ้านเรียกกันว่า “Hadicurari” ซึ่งเป็นภาษาปาเปเมนโตแปลว่าสถานที่ทำปลา ชายหาดตรงนี้มีชื่อเสียงเรื่องเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ดีที่สุดบนเกาะ มีร้านอาหารทะเลเล็กๆ ริมชายหาดด้วย ข้อดีคือไม่พลุกพล่านเหมือน Palm Beach มาที่นี่ตอนพระอาทิตย์ตกจะได้บรรยากาศโรแมนติกแบบเป็นส่วนตัว ราคาอาหารที่นี่ก็เข้าถึงได้ง่ายกว่าร้านในโซน resort

Malmok Beach

ระหว่างทางจาก Fisherman’s Huts ไป California Lighthouse เราจะแวะที่ Malmok Beach กันก่อน ชายหาดตรงนี้เป็นจุดที่นักดำน้ำและนักปีนเขาชื่นชอบ เพราะมีแนวปะการังใต้น้ำที่สวยงามและหินโขดขนาดใหญ่ที่เหมาะถ่ายรูป น้ำทะเลใสมาก ถ้ามีหน้ากากดำน้ำหรือท่อหายใจแนะนำให้เอามาด้วย จะได้สัมผัสโลกใต้ทะเลที่สวยงาม ที่จอดรถมีไม่กี่จุดต้องไปก่อนเวลาบ่ายจะได้ที่

California Lighthouse (ประภาคารแคลิฟอร์เนีย)

จุดหมายปลายทางของเราวันนี้คือ California Lighthouse ประภาคารหินขาวสูงตระหง่านตั้งอยู่บนเนินที่สูงที่สุดของเกาะทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1916 เพื่อเตือนเรือให้ระวังแนวปะการังและหินโขดรอบเกาะ ถึงตัวประภาคารไม่ได้เปิดให้เข้าชมภายใน แต่บริเวณรอบๆ มีลานกว้างให้ชมวิวทะเลได้ 360 องศา เราขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกจากตรงนี้ เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก ท้องฟ้าเปลี่ยนสีจากทองเป็นส้มแดงแล้วเป็นม่วง มองลงมาเห็นชายหาดที่เราผ่านมาทั้งวัน

พระอาทิตย์ตกเหนือทะเลแคริบเบียนบนเกาะอารูบา

💡 ทิปจากคนในพื้นที่: ถ้าต้องการถ่ายรูปประภาคารกับพระอาทิตย์ตก ควรไปถึงก่อนพระอาทิตย์ตกประมาณ 30 นาที เพราะจอดรถได้ยากช่วงเย็น คนที่มาถ่ายรูปมักจะมาก่อน และช่วง 17:30-18:00 แสงจะสวยที่สุด

ข้อควรระวังบนเส้นทางนี้

🚗 สภาพถนนและการจราจร

ถนน L.G. Smith Boulevard ส่วนใหญ่เป็นถนนสองเลนมีเลนขยายตรงช่วงชายหาด ผิวถนนดี แต่ต้องระวังคนขี่มอเตอร์ไซค์และจักรยานที่ขับเลนเดียวกับรถยนต์ ช่วงพระอาทิตย์ตกถนนจะพลุกพล่านขึ้นเพราะคนไปชมพระอาทิตย์ตกที่ Fisherman’s Huts และประภาคาร ควรขับรถช้าลงและเผื่อเวลากลับมากขึ้น

🌞 อากาศและแดด

เกาะอารูบาเป็นทะเลทราย ฝนน้อยแต่แดดแรงมากตลอดปี ควรทาครีมกันแดด SPF 50+ ขึ้นไป และดื่มน้ำสม่ำเสมอ ถ้าไปช่วงเดือนเมษายน-ธันวาคม อาจจะมีฝนตกหนักบางวัน ควรเช็คพยากรณ์อากาศก่อนออกเดินทาง

🅿️ ที่จอดรถ

ชายหาดส่วนใหญ่มีที่จอดรถฟรีริมถนน แต่ Eagle Beach และ Palm Beach ช่วงบ่ายจะหาที่จอดยาก ถ้าไปช่วงเช้า 08:00-10:00 น่าจะสะดวกกว่า Malmok Beach และบริเวณประภาคารที่จอดรถมีจำกัดมาก ควรไปก่อนเย็น

📸 กฎระเบียบถ่ายรูป

ประภาคารและบริเวณโดยรอบถ่ายรูปได้เสรี ไม่มีค่าเข้าชม แต่ห้ามใช้ขาตั้งกล้องขนาดใหญ่หรืออุปกรณ์ถ่ายทำวิดีโอมืออาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต

เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง

📋 สิ่งที่ควรเตรียม

  • ใบขับขี่: ใบขับขี่ไทยใช้ได้ที่เกาะอารูบา ควรมีใบขับขี่สากล (International Driving Permit) ประเภท A ด้วย
  • ครีมกันแดด: SPF 50+ ขึ้นไป ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงถ้าอยู่กลางแจ้ง
  • น้ำดื่ม: เผื่อไว้ 2-3 ขวดต่อคน เกาะอารูบาร้อนและแห้งมาก
  • หมวกและแว่นกันแดด: อุปกรณ์กันแดดที่จำเป็นมาก
  • รองเท้าแตะหรือรองเท้าว่ายน้ำ: ชายหาดหลายจุดมีหินโขดและเปลือกหอย
  • กล้องถ่ายรูปหรือโทรศัพท์: เส้นทางนี้มีจุดถ่ายรูปสวยๆ หลายจุด
  • เงินสด: เผื่อไว้สำหรับจ่ายค่าจอดรถหรือซื้อของที่ริมชายหาด
  • แผนที่ออฟไลน์: เผื่อไว้ในกรณีสัญญาณโทรศัพท์ไม่ดี

🚗 เช่ารถที่ Oranjestad

ถ้าต้องการขับรถท่องเที่ยวตามเส้นทางชายฝั่งอย่างอิสระ แนะนำให้เช่ารถที่ Oranjestad สำหรับวันแรก เพราะจุดแวะหลายจุดไม่มีขนส่งสาธารณะ การมีรถจะทำให้ไปได้ทุกจุดตามใจชอบ และยังสามารถแวะชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ Fisherman’s Huts ได้โดยไม่ต้องรีบ ราคาเช่ารถที่นี่เปรียบเทียบได้ง่าย ควรเช็คว่าราคาที่เห็นรวมประกันภัยแล้วหรือยัง

คำถามที่พบบ่อย

❓ เส้นทางนี้เหมาะกับใคร?

เส้นทางชายฝั่งตะวันตกนี้เหมาะกับทุกคน ไม่ว่าจะมาคนเดียว คู่รัก หรือครอบครัว ถนนค่อนข้างราบเรียบ ไม่มีภูเขาชันหรือถนนอันตราย ขับรถได้สบายแม้ไม่ถนัดขับขี่ฝั่งซ้าย เหมาะมากสำหรับวันแรกของทริปเพราะได้เห็นจุดเด่นของเกาะเกือบทั้งหมดในวันเดียว

❓ ควรไปกี่โมง?

เราแนะนำให้ออกเดินทางจาก Oranjestad ประมาณ 09:00-10:00 น. ไปถึงประภาคารก่อนพระอาทิตย์ตกประมาณ 30-45 นาที แล้วค่อยขับกลับตอนค่ำ ถ้าไปเช้าจะได้แวะ Eagle Beach และ Palm Beach ตอนน้ำขึ้น ว่ายน้ำหรือเล่นน้ำได้สบาย กลับมาโซนเมืองทันเวลาอาหารเย็น

❓ มีรถบัสหรือทัวร์ไหม?

มีรถบัสสาธารณะและรถบัสทัวร์ที่พาไปตามชายหาด แต่ไม่สะดวกเท่าการมีรถส่วนตัว เพราะตารางรถบัสไม่ค่อยละเอียดและต้องรอนาน ถ้าต้องการความยืดหยุ่นในการแวะถ่ายรูปและอยู่ชมพระอาทิตย์ตกที่ประภาคาร แนะนำให้เช่ารถขับเอง เปรียบเทียบราคาเช่ารถที่ Oranjestad ได้ที่นี่

❓ ช่วงไหนเหมาะไปที่สุด?

เกาะอารูบาอยู่นอกแนวพายุเฮอริเคน จึงไปได้ทุกฤดูกาล แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม อากาศไม่ร้อนมากและราคาที่พักถูกกว่าช่วงพีค (ธันวาคม-เมษายน) ช่วงพระอาทิตย์ตกที่ประภาคารสวยตลอดปี แต่ถ้าไปช่วงฝนตก (ตุลาคม-พฤศจิกายน) อาจต้องเผื่อใจไว้ว่าอาจมีฝนบ่อยครั้ง

❓ กินอะไรระหว่างทาง?

ตามเส้นทางชายฝั่งตะวันตกมีร้านอาหารมากมาย โดยเฉพาะ Palm Beach มีตั้งแต่ร้านฟาสต์ฟูดถูกๆ จนถึงร้านอาหารหรูหรา Fisherman’s Huts มีร้านอาหารทะเลเล็กๆ ริมชายหาดที่เป็นเอกลักษณ์ อาหารที่ต้องลองคือ Seafood kabob, Pastechi (แป้งยัดไส้ทอด) และ Fresh fish ที่ทำสดใหม่ทุกวัน ราคาโดยประมาณ $10-25 USD ต่อมื้อ

สรุป

เส้นทางขับรถเลียบชายฝั่งตะวันตกจาก Oranjestad ไปจนถึง California Lighthouse เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นทริปบนเกาะอารูบา ถนนดี วิวสวย จุดแวะหลากหลายตั้งแต่ชายหาดสำหรับว่ายน้ำไปจนถึงจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดบนเกาะ ไม่ต้องรีบเร่ง แวะที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ ถ��ามีเวลามากขึ้นในวันหลังๆ สามารถกลับมาวนรอบชายหาดเหล่านี้อีกครั้งหรือไปสำรวจชายฝั่งตะวันออกที่มีลมแรงและเหมาะเล่นวินด์เซิร์ฟก็ได้ แต่วันแรกของทริป เส้นทางนี้เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราหลงรักเกาะอารูบาไปตลอดกาล

อัปเดตล่าสุด: พฤษภาคม 2569

Similar Posts